เงินเฟ้อ คืออะไร ? แบ่งเป็นกี่ประเภท มีผลต่อการลงทุนอย่างไร


ขอขอบพระคุณ Sponsor ของเรา
Revu Micro Influencer Marketing Revu Micro Influencer Marketing

เงินเฟ้อคืออะไร

เงินเฟ้อ (Inflation) คือภาวการณ์ที่ระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพิจารณาได้จากการสูงขึ้นของราคา เมื่อเวลาผ่านไปว่ามีค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าราคาสินค้าทุกชนิดจะต้องสูงขึ้นจึงจะเป็นปรากฏการณ์ของเงินเฟ้อ การสูงขึ้นของระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปนั้น ราคาสินค้าบางอย่างอาจสูงขึ้น บางอย่างอาจต่ำลง แต่เมื่อพิจารณาเฉลี่ยโดยทั่วไปแล้วสูงขึ้น และเมื่อเปรียบเทียบอัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาในระยะเวลาปัจจุบันกับระดับราคาในระยะเวลาที่ผ่านมาจะเรียกค่าที่คำนวณได้นี้ว่า อัตราเงินเฟ้อ โดยปกติจะเปรียบเทียบเป็นค่าร้อยละ

ดัชนีเงินเฟ้อที่สำคัญมี 2 ดัชนี ได้แก่ ดรรชนีราคาผู้บริโภค (CPI) , เกิดจากการสุ่มสินค้าบางตัวมาคำนวณ, ตัวหักลด GDP (GDP deflator) , ค่าที่แสดงระดับราคาของ GDP ในช่วงระยะเวลานั้นเปรียบเทียบกับระดับราคาของผลิตภัณฑ์ในปีฐาน

หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแค่เพียงเล็กน้อย ถือเป็นเรื่องปกติก็จะสร้างสิ่งจูงใจแก่ผู้ประกอบการ แต่หากเพิ่มขึ้นมากและผันผวนก็จะสร้างความไม่แน่นอนและก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการครองชีพของประชาชน และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

ประเภทของเงินเฟ้อแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

เงินเฟ้ออย่างอ่อน

ระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้นไม่มากนัก ประมาณ 1-5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เงินเฟ้อระดับนี้ เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการมีความมั่นใจเพราะระบบเศรษฐกิจมีกำลังซื้อ การบริโภคขยายตัว ทำให้ผู้ประกอบการคาดคะเนอนาคตในทางที่ดีว่าอัตราผลตอบแทนเงินทุนคุ้มทุนกับต้นทุนของเงินทุน จึงขยายการลงทุนทำให้ปัจจัยการผลิตถูกนำมาใช้ในการผลิต เจ้าของปัจจัยการผลิตได้รับค่าตอบแทนจากการมีส่วนร่วมในการผลิตสินค้าและบริการก็จะนำรายได้ที่ได้รับไปซื้อสินค้ามาบริโภค การให้สินเชื่อเพื่อการบริโภคและการลงทุนขยายตัวเพราะหน่วย เศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งครัวเรือนและธุรกิจในตลาดสินค้าและตลาดการเงินต่างมีความเชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจในอนาคตในทางที่ดี

เงินเฟ้ออย่างปานกลาง

ระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปขึ้นสูง ประมาณ 6-20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เงินเฟ้อระดับนี้จะทำให้เกิด ความเดือดร้อนแก่ประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่ใช้มาตราการทางด้านการเงินการคลังแก้ไขปัญหาอาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคต โดยคาดว่าราคาสินค้าจะยังคงสูงขึ้นต่อไปอีก ทำให้เกิดการกักตุนสินค้า แรงงานเรียกร้องขอขึ้นค่าจ้าง จนในที่สุดเกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง

เงินเฟ้ออย่างรุนแรง

การสูงขึ้นของระดับราคาสินค้าจะรวดเร็วมาก เช้า สาย บ่าย เย็น ราคาสูงขึ้นเป็นทวี 100 เปอร์เซ็นต์ 1,000 เปอร์เซ็นต์ เงินเฟ้ออย่างรุนแรงจึง เป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ เงินจะไม่สามารถทำหน้าที่ของเงินทั้ง สี่ประการอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เป็นมาตรฐานในการวัดมูลค่า เป็นมาตราฐานการชำระหนี้ในอนาคต และเป็นเครื่องเก็บรักษามูลค่า การแลกเปลียนในระบบเศรษฐกิจจะหันไปใช้การแลกเปลี่ยนของต่อของแทน เกินวิกฤตการกู้ยืม ความมั่งคั่งที่ถือครองจะเปลี่ยนไปเป็นทรัพย์สินที่มีตัวตน ได้แก่ทองคำ ที่ดิน เป็นต้น


ติดตามบทความและข่าวสารของเราได้ที่

https://www.toward-goal.com

https://www.youtube.com/towardthegoal/

https://www.facebook.com/towardthegoal/

นพดล เจริญทรัพยานันต์